
ตอนแรกผมนึกว่าเป็นเสียงแมวติดสัด แหลมๆ สั่นๆ แบบนั้น ได้ยินตอนตีสองกว่าๆ นอนอยู่บ้านยายที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร แถวนั้นเป็นสวนมะพร้าวติดคลอง กบเขียดร้องทั้งคืนอยู่แล้ว ผมเลยไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่ฟังไปฟังมามันไม่ใช่เสียงแมว คล้ายเสียงคนร้องไห้อยู่ไกลๆ ลากยาวแปลกๆ เหมือนมีอะไรมาดูดอากาศออกจากลำคอเขา ตอนเช้าผมถามยายว่าเมื่อคืนได้ยินไหม ยายซดข้าวต้มไปคำหนึ่งก่อนตอบว่า นั่นแหละ เสียงกระสือ ไม่ใช่หมาไม่ใช่แมว
คืนนั้นผมไปนอนค้างเพราะแม่ส่งไปช่วยยายเก็บของ จะรื้อบ้านเก่าไปทำสวน ยายอายุแปดสิบกว่าแล้วอยู่คนเดียวมาสามปีตั้งแต่ตาผมตาย บ้านยายอยู่ติดกับบ้านป้าเหนี่ยว ป้าเหนี่ยวเป็นม่ายเหมือนกัน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับยาย แต่คนแถวนั้นเขาไม่ค่อยไปมาหาสู่ป้าเหนี่ยวเท่าไหร่ ผมถามยายว่าทำไม ยายเงียบไปพักหนึ่ง มือยังคนช้อนอยู่ในชามข้าวต้ม ก่อนจะพูดว่า เดี๋ยวก็รู้เอง
พอตกดึก ยายบอกให้ผมช่วยเก็บผ้าที่ตากไว้หลังบ้านเข้ามาก่อนสี่ทุ่ม โดยเฉพาะเสื้อสีแดงของแม่ผมที่ยายซักไว้ให้ ยายพูดย้ำสองสามรอบว่าเสื้อแดงต้องเก็บ เสื้อแดงต้องเก็บ ผมถามว่าทำไมต้องเป็นสีแดง ยายบอกแค่ว่ามันชอบสีแดง ไม่บอกว่าใคร ผมนึกว่ายายพูดถึงมด เก็บผ้าเสร็จก็เข้านอน ตุ๊กแกร้องอยู่หลังบ้านสามสี่ครั้งติดกันแล้วก็เงียบไป ผมนับไม่ทันด้วยซ้ำว่ากี่ครั้ง
ตีสองที่ได้ยินเสียงนั้น ผมลุกไปดูที่หน้าต่างห้องซึ่งหันไปทางราวตากผ้าฝั่งบ้านป้าเหนี่ยว แสงจันทร์สลัวๆ พอเห็นราวตากผ้าของป้าเหนี่ยวเองที่ยังไม่ได้เก็บ มีผ้าถุงสีขาวกับเสื้อลายดอกแขวนอยู่หลายผืน มีจุดหนึ่งที่ราวว่างเป็นช่องสี่เหลี่ยม เหมือนมีคนดึงอะไรออกไปเฉพาะตรงนั้น ผมนึกในใจว่าลมพัดปลิวไปมั้ง คืนนั้นลมนิ่งมาก ต้นมะพร้าวไม่ไหวสักใบ
เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาอีก ผมเห็นอะไรบางอย่างลอยอยู่เหนือราวตากผ้า สูงจากพื้นประมาณเมตรกว่า ไม่มีตัว มีแต่หัวกับสิ่งที่ห้อยยาวลงมาข้างล่างเหมือนเครื่องในสัตว์ที่แขวนขายในตลาดสด แสงเรืองจางๆ สีเขียวอมฟ้าออกมาจากรอบคอมัน มันลอยเข้าไปใกล้ราวผ้า ยื่นสิ่งที่ห้อยนั้นออกไปพันรอบผ้าสีแดงผืนหนึ่งที่ป้าเหนี่ยวลืมเก็บ แล้วดึงมันหลุดจากราวไปเบาๆ เหมือนคนเก็บผ้าอย่างชำนาญ จากนั้นก็ลอยต่ำลงผ่านรั้วไม้ไผ่ที่กั้นระหว่างบ้าน มุ่งไปทางบ้านป้าเหนี่ยว
ผมนอนไม่หลับจนสว่าง มือกำผ้าห่มแน่นจนเป็นรอยยับ ตอนเช้ายายเล่าให้ฟังตอนต้มข้าวต้มว่า ป้าเหนี่ยวเคยติดหนี้เงินกู้นอกระบบกับผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านสมัยสามสิบกว่าปีก่อน หนี้ยังไม่ทันใช้คืน ผู้หญิงคนนั้นก็ตายอย่างผิดธรรมชาติในกระท่อมกลางสวน ไม่มีใครรู้แน่ว่าตายยังไง ศพเน่าอยู่หลายวันกว่าจะมีคนเจอ ญาติก็ไม่มาทำบุญให้เท่าที่ควร ยายบอกว่าป้าเหนี่ยวรู้ตัวดีว่าหนี้นั้นยังไม่ได้ใช้คืนกับใคร เพียงแต่คนที่ทวงไม่ใช่คนแล้ว
บ่ายวันนั้นยายพาผมเดินไปหาหลวงพ่อที่วัดในหมู่บ้าน ระหว่างทางยายแวะซื้อขนมกล้วยจากรถเข็นข้างวัด บอกว่าหลวงพ่อชอบกินตอนบ่าย ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับที่มา แต่ยายก็ซื้อไปสองห่อ ถึงวัด ยายบอกป้าเหนี่ยวให้จัดของทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าหนี้คนนั้นในวันพระถัดไป หลวงพ่อรับปากจะสวดให้ ผมไม่รู้ว่าหลังจากนั้นมันจะจบยังไง เพราะผมกลับกรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น
ก่อนกลับ ผมเดินผ่านราวตากผ้าบ้านป้าเหนี่ยวอีกครั้ง เห็นผ้าถุงขาวกับเสื้อลายดอกยังแขวนอยู่ครบเหมือนเดิม มีเพียงไม้หนีบผ้าอันหนึ่งตรงช่องว่างนั้นที่ยังคาอยู่กับราว เปล่าเปลือย ไม่มีผ้าให้หนีบ
"Clothespins Clothesline" by Erik-Jan Leusink is marked with CC0 1.0. To view the terms, visit https://creativecommons.org/publicdomain/zero/1.0/.